ผลผลิตข้าวกับการส่งออก ข้าวของประเทศไทย

เมื่อวันก่อนดูข่าวแล้วก็น่าตกใจ เรื่องผลผลิตข้าวแล้วส่งออกข้าวของประเทศไทยครับ
อันดับการส่งออกข้าว
1. ไทย
2. เวียดนาม
3. จีน
ผลผลิตข้าวต่อไร่
1. จีน
2. เวียดนาม
3. ไทย
จริงๆเราไม่ได้อยู่น้อยเป็นอันดับสามนะครับ จริงๆน้อยกว่านั้นมาก
เห็นแล้วน่าตกใจมั๊ยครับ เราส่งออกเยอะสุดก็จริง แต่ผลผลิตข้าวเทียบเป็นตันต่อเฮกเตอร์นี่น้อยมากๆ
ถ้าสนใจอยากอ่านความเห็นเรื่อง ข้าวแพงเพราะอะไร? ชาวนาไทยรวยขึ้นจริงเหรอ? ตาม link ข้างล่างไปอ่านโลดครับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I6586882/I6586882.html

Filed under: ตัวเลข, ,

โทรฟีย์แชมป์ “ภาษาสากลโลก”

เบน ฟรีคิก<benfreekick@hotmail.com>
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=90523
ผมเคยพูดไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่คนเราปีนขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดเมื่อไหร่แล้วเกิดพลัดตกลงมาแน่นอนครับ
ความเจ็บปวดย่อมมากกว่าพวกที่เริ่มต้นปีนไปได้แค่ 2-3 เมตรแน่นอน
ในฐานะเดอะค็อปพอได้เห็นอารมณ์เซ็ง+อึ้งของทีมอื่นในรอบชิงชนะเลิศไม่ว่ารายการไหนก็ตาม
จะเกิดความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่ความรู้สึกนั้นๆไม่ได้เกิดกับทีมของเรา
อย่างไรก็ตามนี่คือธรรมชาติของมนุษย์ครับรู้ว่าสูงมากเจ็บมากแต่ถ้าไม่ยอมปีนก็จะไม่มีวันรู้ว่าความรู้สึกยาม
อยู่บนจุดสูงสุดเป็นเช่นไรดังนั้นถ้าเลือกได้ใครๆก็ไม่อยากเป็นผู้แพ้ในรอบชิงชนะเลิศ
ยิ่งมาชวดแชมป์ในแบบเชลซีเป็นใครก็หัวใจสลายครับ…….

เรื่องนี้พูดยากจริงๆครับเพราะผมเชื่อว่าจากรูปเกมเมื่อคืนวันพุธใครเป็นแชมป์ก็คู่ควรทั้งนั้นไม่ว่าจะยูไนเต็ดหรือเชลซี
แต่อย่างที่บอกเชลซีปวดช้ำเป็นสองเท่าเพราะนอกจากจะเป็นทริปเปิ้ลรองแชมป์แล้ว
พวกเค้าเฉียดใกล้โทรฟีย์”บิ๊กเอียร์ส”ชนิดที่ว่าอยู่ในมือของลูกทีมอาฟรัม แกรนต์ตั้งแต่จอห์น
เทอร์รี่เดินมาวางลูกบอลยิงเป็นคนสุดท้าย
ผมวาดฝันเอาไว้ในใจทันทีว่านี่คือการปิดฉากอันสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้
ร้อยทั้งร้อยเหมือนถูกวางพล็อตเรื่องให้เจทีซึ่งข้อศอกเคลื่อนและไม่น่าจะลงสนามทันนัดนี้
เี้ป็นคนช่วยชีวิตเคลียร์ช็อตสุดเหลือเชื่อด้วยหัวจากหน้าปากประตูโล่งๆเป็นผู้ขโมยซีนพาเชลซี
เป็นแชมป์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาตร์
นี่คือการพลาดแชมป์(slip)ที่มาจากการลื่น(slip)ของกัปตันทีมกระดูกเหล็กผู้นี้อย่างแท้จริง
จริงๆแล้วยูไนเต็ดน่าจะทำให้เกมนี้จบลงอย่างรวดเร็วหากสามารถปิดสกอร์ได้ตั้งแต่ครึ่งแรก
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น 45 นาทีที่แย่ที่สุดของเชลซีในคืนวันพุธ
เกมที่กินกันไม่จนแล้วจนรอดโอกาสแรกของลูกทีมเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันในนาที 26
กลายเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ทันทีโดยทุกๆจังหวะเหมาะเหม็งอย่างลงตัวไม่ว่าการใช้
ไหวพริบของเวส บราว์นที่ตัดสินใจเล่นชิ่ง 1-2 กับสโคลส์ก่อนลงท้ายด้วยการครอสด้วยอีซ้าย
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านักเตะซึ่งเซื่องๆที่เล่นแต่เท้าขวาจะทำได้ดีถึงขนาดนี้
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการที่มิกาเอล เอสเซียงซึ่งต้องทำหน้าที่ตามประกบโรนัลโด้หลงตำแหน่ง
ปล่อยให้ลูกข้ามหัวจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นใดๆสำหรับนักเตะที่ตลอดทั้งฤดูกาลกดกระจายถึง 40 ลูก
อย่าโรนัลโด้จะเผด็จศึกอย่างง่ายดาย
นับตั้งแต่นั้นเกมตกเป็นของยูไนเต็ดแทบจะทั้งหมดซึ่งส่วนนึงเราต้องชมแท็คติกส์เฟอร์กี้ด้วย
ที่เอาโรนัลโด้ไปอยู่ฝั่งซ้ายเพื่อหนีแอชลีย์ โคลซึ่งมีความคล่องตัวในการประกบปีกมากกว่า
แล้วหันไปเน้นแบ็คขวาแทน(เราจึงเห็นการขึ้นเกมทางขวาของฮาร์กรีฟส์นับครั้งได้)
และแน่นอนครับเอสเซียงซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องลูกล่อลูกชนแบบ direct มีปัญหา
ในการจัดการกับความคล่อง+ทริคของ”โด้จิ๋ว”จนเชลซีต้องเสียตัวมาคอยช่วยดับเบิ้ล ทีมอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนจังหวะที่สมควรเป็นประตูสุดๆ 2-0 ของยูไนเต็ดก็มาจากช็อตซูเปอร์เซฟของปีเตอร์ เช็ก
สองครั้งติดจากลูกโขก 6 หลาของคาร์ลอส เตเบซก่อนลุกมาเซฟลูกตั้งยิงจากปลายตีนไมเคิ่ล คาร์ริค
รวมไปถึงลูกส้มหล่นที่โคล้ด มาเกเลเล่สไลด์วืดหน้ากรอบ 6 หลายังดีที่เตเบซทิ่มไม่ทัน
แค่เหตุการณ์ที่ว่าเชลซีรอดตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนประตูตีเสมอที่ดวงผสมโชคก่อนหมดครึ่งแรก
ในนาทีสุดท้ายครึ่งแรกทำให้เมนโทลาทัมเอ้ยโมเมนตั้มเปลี่ยนมือทันที
ครึ่งหลังจึงกลายเป็น”เชลซีโชว์”ที่ขึงเกมปล่อยให้ผู้เล่นยูไนเต็ดวิ่งตามบอล
และรับหนักขึ้นจนโรนัลโด้,รูนีย์และเตเบซค่อยๆหายไปจากเกม
อาการเป๋ของยูไนเต็ดสวนทางกับฝั่งเชลซีที่เล่นได้น้ำได้เนื้อมากขึ้นเรื่อยๆและไม่รู้ไปทำบาป
มาอีท่าไหนที่เด็กน้า”คางคก”ถึงถูกเสา(ลูกปั่นของดร็อกบานาที 78)และ
คาน(ลูกซัดจ่อๆของแลมพาร์ดช่วงต่อเวลานาทีที่ 4)ปฏิเสธตำแหน่งผู้ชนะของพวกเค้าจะแจ้งหนักขนาดนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อแฟน”สิงห์ไฮโซ”โทษดวงเสร็จแล้วก็อย่าลืมกลับมาโทษตัวเองด้วยนะครับ
เพราะโอกาส”ปลดล็อก”ในเกมนี้มีเยอะมหาศาลถึง 25 ครั้ง
และที่น่าตกใจคือบอลเข้าเป้าเพียงแค่ครั้งเดียว!!
อารมณ์รอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกของสองทีมดังจากอังกฤษซึ่งถ่อข้ามน้ำข้ามทะเลมาเตะถึงรัสเซีย
ให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งดูพรีเมียร์ลีกนัดที่ 39 ซึ่งเคยเป็นโปรเจคใหญ่จนฮือฮาแต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลย
และคิดว่าเป็นการพรีเซนท์รูปลักษณ์ของสินค้าที่แย่เอามากๆคือการขนเอานิสัยรุมกดดันผู้ตัดสิน
ของทั้งสองทีมและความเถื่อนในจังหวะต่างๆที่มีเฉพาะในเวทีพรีเมียร์ลีกมาใช้จนเกินงามในเกมที่มีคนดูทั่วโลกแบบนี้
การยกพวกฮึดฮัดใส่กันหลายครั้งจนเกมหยุดเป็นนาทีโดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงต่อเวลา
ที่เป็นเหตุทำให้ดร็อกบาถูกไล่ออกซึ่งสิ่งพวกนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นรสชาตของรอบชิงชนะเลิศ
แต่ถ้าให้เลือกได้อนาคตข้างหน้าอย่าให้ตัวแทนจากเมืองผู้ดีมาชิงดำกันเลยดีที่สุดครับ
ภาพแย่ๆแบบนี้เราเห็นกันชินตาเพราะปกติเกมพรีเมียร์ลีกถ่ายทอดสดไปทั่วโลกอยู่แล้ว
แต่ผัวเมียถึงแม้ทะเลาะกันในชายคาซึ่งอาจจะส่งเสียงดังจนเพื่อนบ้านได้ยินบ้าง
แต่ก็ยังไม่น่าเกลียดเท่าออกมาตบตีหน้าตลาดประจานให้ชาวบ้านเค้าดู
อนาคตของเชลซีในซัมเมอร์ดูแล้วเดาไม่ยากครับเพราะก่อนหน้านี้คาดกันว่าแม้ได้แชมป์ยุโรป
ก็ต้องมีการผ่าตัดทีมใหม่โดยเฉพาะตัวผู้จัดการทีมดังนั้นการจบซีซั่นโดยไร้โทรฟีย์ทำให้”อากู๋”โรมัน
อับราโมวิชไม่อาจถึงกับล้างบางในหลายๆตำแหน่ง เอาไว้มีโอกาสเราค่อยมาคุยถึงเรื่องนี้กัน
ผมขออนุญาติปิดสรุปให้ทุกคนจงจำไว้อย่างนึงในโลกของฟุตบอล(และกีฬาทุกชนิด)
จะไม่มีคำว่า The best team didn’t win หรือทีมที่ดีกว่าไม่ชนะเหมือนอย่างที่
แลมพ์พูดด้วยอารมณ์ผิดหวังทันทีที่จบเกม
เล่นดีแต่ไม่ได้แชมป์ก็คือ”คุณไม่ดีพอ”(ไม่ว่าจะแพ้ด้วยโชคหรือดวงก็ตาม)
มีใครสนใจหรือเปล่าครับว่าแชมป์เอฟเอ คัพปี 2001
คือลิเวอร์พูลเล่นสู้อาร์เซนอลไม่ได้และน่าจะโดนแพ้ถึง 4-5 ลูก
มีใครแยแสแค่ไหนว่าปี 2005 อังเดร เชฟเชนโก้ยิงหลาเดียวไม่เข้าจนเอซี
มิลานที่เล่นดีกว่าไม่ได้แชมป์ยุโรปหรือ”หงส์แดง”มากับดวง
รวมทั้งรายการเดียวกันในปี 1999 แมนฯยูไนเต็ดพลิกแซงบาเยิร์น
มิวนิคในช่วงทดเจ็บทั้งสองลูกก็ไม่เห็นมีใครพูดถึงลูกยิงล่อเป้าของทีมจากเมืองเบียร์จนปีเตอร์
ชไมเคิ่ลต้องเซฟช่วยชีวิตไปก่อนหน้านั้นนับไม่ถ้วน
โทรฟีย์แชมป์เป็นภาษาสากลโลกที่มีความหมายอย่างเดียวคือ”คุณคือผู้ชนะ”…

Filed under: ฟุตบอล, , ,

บทสรุป UCL Final

หลังจากนั่งลุ้นกันอยู่ตั้งนาน ก็ได้แชมป์ซักที มาดูภาพฉลองแชมป์กันครับผม

มาดูภาพของผู้แพ้กันบ้างนะครับ น่าสงสาร John Terry จริงๆ แต่ช่วยไม่ได้อ่ะ ยังไงก็ต้องมีคนเสียใจอยู่แล้ว ไม่ Terry ก็ Ronaldo

Filed under: ฟุตบอล, , ,